Assabikoon กลุ่มชนแนวหน้า

Just another WordPress.com weblog

ถามให้คิด สะกิดใจ กรกฎาคม 29, 2009

ถามให้คิด…สะกิดใจ
สู่เจ้ามิได้ใคร่ครวญดูบ้างหรือ ?


โดย ชารีฟ วงศ์เสงี่ยม...

บทความต่อไปนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อที่จะเตือนสติผู้ที่ยังปฏิเสธการมีอยู่ของพระผู้สร้างที่แท้จริง หรือ เราจะเรียกว่า พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงก็ได้ โดยมีความหวังว่าพี่น้องมุสลิมท่านใดที่มีเพื่อนชาวต่างศาสนิกบทความนี้อาจจะเป็นประโยชน์แก่เขาได้ ก็ขอนำบทความนี้ไปใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดเพื่อเป็นก้าวแรกในการสะกิดจิตสำนึกเบื้องลึกของเขาผู้นั้น อิสลามสอนเอาไว้ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดขึ้นมาโดยมีความเชื่อในพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงอยู่ตั้งแต่เกิดแล้ว แต่เนื่องมาจากสภาพแวดล้อมต่างๆที่อยู่รอบตัวเขาทำให้เขาผู้นั้นมีความคิดความเชื่อที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่นกลายเป็นผู้ที่ปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงไป และบางรายปากก็กล่าวว่า ไม่เชื่อในพระเจ้า หรือพระผู้สร้างที่แท้จริง แต่ในขณะเดียวกันก็กราบไหว้บูชาสิ่งต่างๆสารพัด ไม่ว่าจะเป็น ผีสางนางไม้ รูปปั้นต่างๆ หรือไม่ก็ ต้นไม้ ทั้งนี้อย่างที่บอกไปแล้วว่า มนุษย์เกิดขึ้นมาโดยถูกฝังความเชื่อในพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงมาในตัวแล้ว ด้วยเหตุนี้มนุษย์ที่หลอกตัวเองก็เลยปฏิเสธ พระผู้เป็นเจ้า หรือพระผู้สร้างที่แท้จริง และหันไปเคารพบูชา พระเจ้าที่จอมปลอมทั้งหลาย ซึ่งภาษาอาหรับใช้คำว่า ตอฆูต ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะไม่เรียกสิ่งนั้นว่าพระเจ้าแต่หลีกเลี่ยงไปใช้ชื่ออื่นเพื่อปลอบใจตัวเองและหลอกตัวเอง แต่ในจิตสำนึกลึกๆแล้วเขาก็ไม่อาจที่จะหลอกตัวเองได้ เมื่อพูดถึงเรื่องที่ว่า มนุษย์เกิดขึ้นมาพร้อมกับความเชื่อในพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง ก็ทำให้นึกถึงคำกล่าวที่ว่า ถ้าคุณเอาเด็กที่เกิดมาใหม่ไปเลี้ยงในสถานที่ที่จัดเตรียมไว้โดยเฉพาะ โดยไม่ให้ได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมใดๆทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นศาสนาหรือวัฒนธรรม และไม่ให้เด็กคนนั้นเห็นหรือพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ใดทั้งสิ้นเมื่อเขาโตมา เมื่อถึงเวลาก็เอาข้าวเอาน้ำไปให้ แน่นอนที่สุดเด็กคนนั้นจะเติบโตขึ้นมาในสภาพที่เชื่อในพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงเพียงองค์เดียว โดยไม่ต้องมีใครไปสั่งสอนหรือบอกกล่าวเขาเลย เพียงแต่ว่าเขาจะเรียก พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงผู้นั้นโดยใช้ชื่อเรียกว่าอะไรเท่านั้นเอง  แต่ที่สำคัญก็คือ เด็กคนนั้นจะเติบโตขึ้นมาโดยเชื่อถึงการมีอยู่ของพระผู้สร้างหรือพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง โดยไม่ต้องมีใครไปสั่งสอน

มนุษย์เติบโตมาพร้อมด้วยสติปัญญาและเหตุผลที่จะเป็นเครื่องช่วยตัดสินในกิจการงานต่างๆทั้งที่มีความสำคัญและไม่สำคัญ มนุษย์มีความแตกต่างไปจากสัตว์ตรงที่มนุษย์รู้จักใช้สติปัญญาและเหตุผล ตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมา จนถึงเข้านอนอีกครั้งหนึ่ง มนุษย์เราจะใช้ความคิดอยู่ตลอดเวลา ไม่คิดเรื่องโน้นก็เรื่องนี้ แม้เมื่อเราหยุดพักจากการทำงานหนักที่เหน็ดเหนื่อยแล้วก็ตาม แต่กระนั้นความคิดของเราก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยที่จะคิดหยุดพักบ้าง แต่มันก็ยังคง คิดไปต่างๆนาๆ เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เมื่อบอกว่ามนุษย์แตกต่างไปจากสัตว์ คุณรู้ไหมครับว่า เมื่อ หนึ่งพันปี หรือ หนึ่งหมื่นปีที่แล้ว นกอาศัยอยู่ที่ไหนกัน ?คุณก็จะตอบว่า อยู่ในรังหรือบนต้นไม้  และในปัจจุบันนี้ล่ะครับ นกที่ว่านี้ อาศัยอยู่ที่ไหน ?…  และคุณรู้ไหมครับว่าเมื่อ หนึ่งพันปี หรือ หนึ่งหมื่นปีที่แล้ว มนุษย์ อาศัยอยู่ที่ไหนกัน ? และในปัจจุบันนี้ มนุษย์อาศัยอยู่ที่ไหนกัน ?  คงตอบและคิดอะไรบางอย่างได้น่ะครับ  ย้อนกลับไปที่เรื่องความคิดของมนุษย์   มนุษย์ผู้ที่มีความคิดอยู่ตลอดเวลาคิดสิ่งนั้นสิ่งนี้  เคยที่จะได้คิดอย่างไม่หลอกตัวเองบ้างไหมว่า มนุษย์ทั้งหลายร่วมทั้งตัวเขาเกิดขึ้นมาบนโลกนี้ได้อย่างไร และเกิดขึ้นมาเพื่ออะไร ตายแล้วจะไปไหน ใครเป็นผู้สร้างเขามา  ร่วมทั้งสรรพสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเขาที่เขาเห็นมันอยู่ทุกวันจนเคยชิน เช่น โลกที่เขาอาศัยอยู่ สรรพสัตว์ทั้งหลาย ร่วมทั้งจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล อันหาขอบเขตมิได้ และที่สำคัญที่สุด นั่นคือตัวของเขาเอง ใครกันเหล่าที่ได้สร้างสิ่งเหล่านี้รวมทั้งตัวของเขาขึ้นมา  อิสลามได้สอนให้มนุษย์ ให้ใช้สติปัญญาและเหตุผลที่มีอยู่กับเขาอย่างไม่หลอกตัวเอง โดยสอนให้มนุษย์ได้คิดและใคร่ครวญถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้และพยายามที่จะแสวงหาคำตอบ จากแหล่งที่เชื่อถือได้  ในคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งมีโองการสั้นๆโองการหนึ่งได้ถามเราเอาไว้ให้ได้คิดใคร่ครวญว่า :

พวกเจ้าเห็นสิ่งที่พวกเจ้าหลั่งออกมา (อสุจิ) แล้วมิใช่หรือ? พวกเจ้าสร้างมันขึ้นมา หรือว่าเราเป็นผู้สร้าง

[ความหมายคัมภีร์อัลกุรอาน บทที่ 56 โองการที่ 58-59]

ท่านเคยเห็นน้ำอสุจิที่ท่านหลั่งออกมาไหมครับ ? ถามว่าในปัจจุบันนี้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมาก  แต่ถามว่ามีนักวิทยาศาสตร์คนไหนบ้างไหมที่สามารถออกมาประกาศว่าตนเองสามารถที่จะสร้างหรือผลิตน้ำอสุจิของมนุษย์ขึ้นมาเองได้ …มีไหมครับ ? มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนบ้างไหมครับที่ สามารถสร้างหรือผลิตรังไข่ของเพศหญิงขึ้นมาได้ ? มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนบ้างครับที่ สามารถสร้างหรือผลิตลูกอัณฑะขึ้นมาองได้…มีไหมครับ ? มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนบ้างไหมครับที่สามารถผลิต โปรตีนโมเลกุลขึ้นมาสักตัวหนึ่งได้ อันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของชีวิตที่จะขาดเสียมิได้เป็นอันขาด มีไหมครับ? นี่ยังไม่ต้องพูดถึงเซลล์ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า โปรตีนโมเลกุลหลายร้อยเท่า  ถ้าคนเรียนวิชาชีววิทยาจะรู้ดีในเรื่องนี้…ถามว่ามนุษย์สร้างมนุษย์ด้วยกันเองขึ้นมาได้ไหม แม้ว่าปัจจุบันนี้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะมีความเจริญก้าวหน้าอย่างมาก อย่างที่เราได้เห็นอยู่แล้วก็ตาม แต่กระนั้น มีมนุษย์หรือนักวิทยาศาสตร์คนไหนบ้างไหมครับที่สามารถสร้างสิ่งเพียงไม่กี่สิ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้นได้ มีไหมครับ ? เมื่อ 50ปีที่แล้ว หรือ 100 ที่แล้ว หรือเมื่อ 500 ปีที่แล้ว วิทยาศาสตร์ยังไม่มีความเจริญก้าวหน้าอะไรเลย เพราะฉะนั้นเลิกพูดไปได้เลย เพราะตอนนั้นเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่รู้อยู่ไหนเลย ก็ในเมื่อมนุษย์ยังสร้างหรือผลิตแม้แต่อสุจิตัวเดียวขึ้นมาก็ยังไม่ได้ หรือแม้แต่มดตัวเล็กๆเพียงตัวเดียวมนุษย์ก็ไม่มีความสามารถที่จะสร้างขึ้นมาได้ สิ่งที่มนุษย์ผู้มีสติปัญญาและเหตุผลน่าจะถามตัวเองก็คือ :

แล้วมนุษย์เกิดมาได้อย่างไร?  บางคนก็จะตอบมาในทำนองว่า เกิดมาจากเชื้ออสุจิ ถ้าเช่นนั้นก็ถามต่อไปสิว่า แล้วตัวท่านนี้เกิดมาจากน้ำอสุจิของใครครับ…? ท่านก็จะตอบว่า เกิดมาจากน้ำอสุจิของพ่อของท่าน ก็ถามต่อไปว่าและพ่อของท่านสร้างหรือผลิตน้ำอสุจิขึ้นมาเองได้หรือไม่หรือมีความสามารถที่จะบังเกิดตัวเองขึ้นมาได้หรือไม่…? ย่อมไม่ได้อย่างแน่นอน ก็ถามต่อไปว่า แล้วถ้าเป็นเช่นนี้ พ่อท่านเกิดมาจากน้ำอสุจิของใครอีกทีครับ…? ท่านก็จะตอบว่า ของพ่อ ของพ่อของท่านนั้นก็คือ ปู่  ก็ขอถามเพื่อย้ำอีกว่ามนุษย์สามารถที่จะผลิตน้ำอสุจิหรือบังเกิดตัวเองขึ้นมาได้ไหม…? ก็ในเมื่อมนุษย์ไม่มีความสามารถที่จะให้บังเกิดตัวเขาขึ้นมาเองได้ และก็ยังไม่สามารถที่จะสร้างหรือผลิตน้ำอสุจิขึ้นมาได้  ถ้าเช่นนั้นมนุษย์เกิดมาได้อย่างไร ? และใครกันที่เป็นผู้สร้างที่แท้จริงที่สร้างมนุษย์ขึ้นมา ?

ยกตัวอย่างเช่น มีเลขที่ 1-100  ตัวท่านเป็นเลขที่ 100 เกิดมาจากน้ำอสุจิของเลขที่ 99 เลขที่ 99 ก็เกิดมาจากน้ำอสุจิของเลขที่ 98 และเลขที่ 98  ก็เกิดมาจากน้ำอสุจิของเลขที่ 97 ถามว่าถ้าไม่มีเลขที่ 50 จะมีเลขที่ 100 ได้ไหมครับ? จะมีเลขที่ 99 ได้ไหมครับ? และจะมีเลขที่ 98ได้ไหมครับ? ย่อมมีไม่ได้อย่างแน่นอน  ก็ในเมื่อมนุษย์สร้างมนุษย์ด้วยกันเองไม่ได้และก็ยังไม่สามารถที่จะบังเกิดตัวเองขึ้นมาได้แล้ว แล้วมนุษย์เกิดมาได้อย่างไรกัน ใครกันเป็นผู้ที่ สร้างมนุษย์ ขึ้นมา ? ขอถามท่านสักนิดว่า ท่านคิดว่ามันเป็นไปได้ไหม ที่พายุโทนาโดที่ได้พัดผ่านเข้ามายังกองเศษเหล็กและของเก่าที่กองสุมกันอยู่และสามารถทำให้เกิดเป็นเครื่องบินโบอิง 747 ขึ้นมาได้จากเศษเหล็กและของเก่าที่กองสุมกันอยู่นั้น ท่านคิดว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ ? แน่นอนผู้ที่มีสติปัญญาไม่ต้องใช้เวลาคิดนานเลยที่ จะตอบคำถามนี้ และท่านรู้ไหมครับว่าความเป็นไปได้ที่มนุษย์จะเกิดขึ้นมาเองโดย ”ธรรมชาติ” ที่บางคนชอบใช้คำนี้กันเพื่อหลอกตัวเองและเป็นการหาทางออกให้แก่ตัวเองอย่างง่ายๆและเพื่อเป็นการปลอบใจตัวเอง หรือการที่มนุษย์จะเกิดขึ้นมาโดยความบังเอิญ นั้นยิ่งมีความเป็นไปไม่ได้หลายร้อยหลายพันเท่าเมื่อเทียบกับตัวอย่างเรื่องเครื่องบินโบอิง 747 ที่ยกมาให้ดูข้างต้นเสียอีก นี่เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ได้เปรียบเทียบเอาไว้ให้ดูเป็นตัวอย่าง

(Hoyle on Evolution,” Nature, vol. 294, November 12, 1981, p. 105)

อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่ามนุษย์หลายๆคนที่ชอบหลอกตัวเอง แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำถามเช่นนี้ ดังตัวอย่างที่ยกมาให้ดู ก็จะพูดออกไปโดยไม่ยั้งคิดเพื่อหาทางออกให้แก่ตัวเอง โดยกล่าวว่า “ ธรรมชาติ” ได้สร้างมนุษย์ขึ้นมา โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่า “ ธรรมชาติ” ที่เขาพูดออกมานี้คืออะไรกัน มีลักษณะอย่างไร เมื่อถึงจุดนี้ผมขอให้ท่านผู้อ่านได้ใช้สติปัญญาคิดดูอีกสักนิดหนึ่ง ถ้าผมจะถามท่านว่า เป็นไปได้ไหมถ้าผมจะพูดว่า” ปล่อยให้ อิฐ หิน ปูน ทราย มันอยู่อย่างนั้นแหละ เดี๋ยวมันก็คงจะสร้างตัวเองเป็นบ้าน ขึ้นมาตามธรรมชาติได้”  แน่นอนถ้าเป็นเช่นนี้ แม้ให้รอเป็นพันเป็นหมื่นปี ก็ไม่มีวันที่  อิฐ หิน ปูน ทราย เหล่านั้นจะมารวมตัวกัน ตาม “ธรรมชาติ” และทำให้เกิดเป็นบ้านขึ้นมาได้ แต่สติปัญญาของมนุษย์บ่งบอกว่า มันจะเป็นบ้านขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อ มีผู้ใดผู้หนึ่งที่มีสติปัญญาและความรอบรู้ นำ อิฐ หิน ปูน ทราย เหล่านี้มาประกอบกันเป็นบ้านหรือเป็นอาคารขึ้นมา และแน่นอนอย่างที่สุดว่าร่างกายมนุษย์เรานี้มีอวัยวะต่างๆที่มีระบบการทำงานที่ซับซ้อนมากไปกว่าคอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันอยู่หลายร้อยหลายพันเท่านัก และเป็นไปได้ไหมล่ะครับที่ส่วนประกอบต่างๆของคอมพิวเตอร์เหล่านั้น จะมารวมตัวกันขึ้นมาเองตามธรรมชาติจนกลายเป็น คอมพิวเตอร์สมัยใหม่อันมีระบบการทำงานที่ซับซ้อน เป็นไปได้ไหมครับ ที่สิ่งเหล่านี้รวมทั้งโปรแกรมต่างๆที่ติดมากับคอมพิวเตอร์จะเกิดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติโดยที่ไม่มีผู้ที่ใส่โปรแกรมให้กับมันและสร้างมันขึ้นมา ?

ได้มีการคำนวณความเป็นไปได้ที่โปรตีนทั้ง 200 ชนิดที่พบในแบคทีเรียเพียงตัวเดียว ที่จะเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญโดยไม่มีผู้สร้างและผู้ควบคุมมันให้เกิดขึ้น  ความเป็นไปได้ก็คือ 1 ตามด้วยศูนย์ 40,000 ตัว นั้นคือไม่มีความเป็นไปได้เลยแม้แต่น้อย เพราะในทางคณิตศาสตร์แล้ว ถ้า 1 ตามด้วยศูนย์ 50 ตัว ก็ถือว่า ไม่มีความเป็นไปได้แล้ว และนี่ ศูนย์มีถึง 40,000 ตัว ก็ยิ่งไม่ต้องพูดเลย ตัวอย่างที่ยกมาให้ดู เป็นเพียง เชื้อแบคทีเรียที่มีระบบการทำงานที่ไม่ซับซ้อนอไรมากเมื่อเทียบกันกับมนุษย์  และคุณรู้หรือไม่ว่า ในเซลล์ที่อยู่ในร่างกายของมนุษย์เรานี้ มี โปรตีนมากถึง 200,000 ชนิด ผู้มีสติปัญญาคิดดูเอาเองก็แล้วกัน ว่าใครกันที่เป็นผู้ทรงควบคุมจัดการบริหารสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นมาได้ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดขึ้นมาเองโดยความบังเอิญ หรือเกิดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติอย่างที่ผู้หลอกตัวเองชอบใช้เป็นข้ออ้างเพื่อหาทางออกให้แก่ตนเอง เมื่อต้องประสบกับคำถามเช่นนี้

(Robert Shapiro, Origins: A Sceptics Guide to the Creation of Life on Earth, New York, Summit Books, 1986. p.127)

ฉันใดก็ฉันนั้น ในเมื่อมนุษย์ไม่สามารถบังเกิดตัวของเขาขึ้นมาเองได้ นั้นก็หมายความว่า ตัวเขาไม่อาจที่จะเป็นผู้สร้างที่แท้จริงได้ แต่ในทางตรงกันข้าม เขาคือผู้ที่ถูกสร้างขึ้นมา และแน่นอนที่สุดสิ่งถูกสร้างหรือผู้ที่ถูกสร้างนั้นก็ย่อมที่จะต้องมีจุดเริ่มต้น ถ้าจะถามว่า ตัวคุณและตัวผม รวมทั้งมนุษย์ทั้งหมดโลกที่มีอยู่ในตอนนี้ เมื่อ 200 ปีที่แล้วเราอยู่ที่ไหนกัน ? เราตอบไม่ได้แน่ว่าเราอยู่ที่ไหนกัน แต่ถ้าถามว่า ตัวคุณและตัวผมมีจุดเริ่มต้นขึ้นมาบนโลกเมื่อไหร่ คุณและผมก็จะตอบคำถามนี้ได้เป็นอย่างดี  เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็ต้องยอมรับอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ว่า มนุษย์เรามีจุดเริ่มต้น และแน่นอนว่า สิ่งที่มีจุดเริ่มต้นจะต้องเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา เพราะมันไม่สามารถที่จะบังเกิดตัวของมันเองขึ้นมาได้ เราทุกคนบังเกิดมาจากความไม่มีมาสู่ความมีอยู่  ยกตัวอย่างเช่น บ้านที่เราอาศัยอยู่ ประกอบไปด้วย อิฐ หิน ปูนทราย  ถ้าเราเอา หินมาวางไว้กองหนึ่ง เอา ปูนมาวางไว้อีกกองหนึ่ง เอา ทรายมาวางอีกกองหนึ่ง และก็เอา อิฐมาวางเอาไว้อีกกองหนึ่ง  ถามว่า จะเป็นไปได้ไหมที่ของทั้งสี่สิ่งนี้ จะมาร่วมตัวกันเองจนกลายเป็นบ้านขึ้นมา ? แน่นอนมนุษย์ผู้มีสติปัญญาย่อมตอบว่า เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ถามว่าถ้าเราวางของทั้งสี่อย่างนี้เอาไว้ และอีกห้าสิบปีเรากลับมาดูใหม่ ถามว่า ของทั้งสี่อย่างนั้นคือ  อิฐ หิน ปูนทราย จะเป็นอย่างไร ? แน่นอนมันก็จะคงอยู่ในสภาพเดิม มันถูกกองเอาไว้อย่างไร มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น  นั้นก็สรุปได้ว่า บ้านที่เราอาศัยอยู่นี้ จะต้องมีผู้สร้างเพราะมันสร้างตัวเองขึ้นมาไม่ได้ และเมื่อมันเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา มันก็เป็นสิ่งที่มีจุดเริ่มต้น  และในเมื่อมันเป็นสิ่งที่ถูกสร้างก็จะต้องมีผู้ที่สร้างมันขึ้นมาอย่างแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราไม่คิดที่จะย้อนกลับมาดูตัวเราบ้างหรือ ว่า เราผู้เป็นมนุษย์ ก็เป็นสิ่งที่มีจุดเริ่มต้น และเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา และใครกันที่เป็นผู้ ที่สร้างมนุษย์ขึ้นมา? และสร้างมาทำไมกัน ? ตายแล้วเราจะไปไหน? ผู้ที่สร้างเราขึ้นมาเขาสร้างเรามาทำไม เขาสร้างเราแล้วก็ให้เราตายไปเล่นๆอย่างนั้นหรือโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย? และผู้ที่จะตอบคำถามต่างๆเหล่าได้ดีที่สุดก็คือ ผู้ที่สร้างเราขึ้นมานั้นเอง ผู้ซึ่งเป็นอยู่และไม่ตาย เมื่อพูดถึงจุดนี้ก็มีสิ่งที่เราควรที่จะรับรู้ไว้เป็นความรู้เสริมว่า เป็นไปไม่ได้ที่สิ่งที่ไม่มีชีวิตจะสามารถให้กำเนิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นมาได้ด้วยตัวของมันเอง อย่างที่ได้ยกตัวอย่างเรื่อง อิฐ หินปูน ทรายมาให้ดูแล้ว เป็นไปได้ไหมที่อิฐ หินปูน ทรายซึ่งตัวมันเองเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต มันจะสามารถให้กำเนิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีชีวิตขึ้นมาได้ หรือมันจะสามารถให้กำเนิดสิ่งที่ไม่มีชีวิตด้วยกันเองเช่นบ้านขึ้นมาได้ เป็นไปได้หรือ?  เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้ที่สร้างมนุษย์ขึ้นมาจึงเป็นผู้ที่เป็นอยู่และไม่ตาย และในขณะเดียวกันตัวเราเองนั้นมีจุดเริ่มต้น และก็จะต้องมีจุดจบด้วยกันทุกคนอย่างแน่นอน ดังนั้นตัวเราจึงไม่มีสิทธิที่จะเป็นผู้ที่จะมาตอบคำถามเหล่านั้นได้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วท่านไม่คิดที่จะคิดใช้สติปัญญาที่ท่านมีอยู่ในการแสวงหาคำตอบต่อคำถามที่สำคัญต่อชีวิตท่านเหล่านี้บ้างหรือ? ท่านคิดหรือว่า ผู้ที่เขาได้สร้างท่านขึ้นมา เขาจะสร้างท่านขึ้นมาอย่างไร้จุดมุ่งหมาย ไร้แก่นสาร ท่านคิดอย่างนั้นหรือ?ท่านคิดว่า ตายแล้วก็สุดกันแค่นั้นจบกันเพียงแค่นี้หรือ ? มันจะไม่เป็นการหลอกตัวเองไปหน่อยหรือที่จะคิดเช่นนั้น? ท่านหลอกตัวเองและหาทางออกให้แก่ตัวเองเพียงแค่คิดปลอบใจตัวเองแบบง่ายๆอย่างนี้หรือ? แต่กระนั้นถ้าท่านยอมรับแล้วว่าจะต้องมีผู้สร้างอย่างแน่นอน แล้วท่านไม่สนใจบ้างหรือที่จะถามคำถามต่อไปว่า แล้วเขาสร้างเรามาทำไมกัน มีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร ? และถ้าท่านต้องการที่จะรู้คำตอบ คำถามที่ท่านต้องถามตัวเองต่อไปอีกก็คือ

แล้วจะไปหาคำตอบที่แท้จริงได้ที่ไหนกัน?”

อิสลามซึ่งมีคัมภีร์อัลกุรอานเป็นทางนำแห่งการดำเนินชีวิตและคัมภีร์อัลกุรอานนี้ก็ยังสามารถยืนยันและพิสูจน์ตัวของมันเองได้ว่า มันไม่สามารถถูกเขียนขึ้นมาโดยมนุษย์ผู้ถูกสร้างได้ ขอย้ำว่าคัมภีร์อัลกุรอานนี้สามารถพิสูจน์และยืนยันในตัวของมันเองได้ว่า ไม่สามารถถูกเขียนขึ้นมาโดยมนุษย์คนใดคนหนึ่งได้อย่างแน่นอน อยากรู้ไหมล่ะครับว่าทำไม ? และคัมภีร์อัลกุรอานที่ว่านี้มาจากไหน และบอกอะไรเอาไว้ ? ถ้าคุณต้องการรู้ และสนใจที่จะแบ่งความคิดของคุณมาคิดในด้านนี้บ้างเผื่อว่าชีวิตคุณจะได้ดีขึ้น และมีเป้าหมายชีวิตที่แน่นอน เพื่อปูทางไปสู่ความสำเร็จของคุณต่อไปทั้งชีวิตความเป็นอยู่ในโลกนี้และชีวิตหลังความตาย ก็หารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ danish8484@yahoo.com

ก่อนจากกันขอถามคำถามให้ท่านได้ใช้ความคิดออกกำลังสมองกันสักเล็กน้อยว่า :

1. สมมุติว่า มีเครื่องจักรกลที่ไม่เคยมีใครได้เห็นและรู้จักมาก่อนได้ถูกนำมาวางไว้ต่อหน้าท่าน ผมถามท่านว่าใครจะเป็นผู้ที่สามารถที่จะบอกถึงวิธีการทำงานของเครื่องจักรกลนี้ได้ดีที่สุดและถูกต้อง ?

2. สมมุติว่า เครื่องจักรกลที่ว่านี้ได้ถูกนำมาวางไว้ต่อหน้าท่าน และในขณะเดียวกันก็มีคนอยู่สี่คน โดยที่ทั้งสี่คนนี้ต่างคนต่างก็อ้างว่าตนเองเป็นผู้ที่ได้สร้าง เครื่องจักรกลนี้ขึ้นมา ผมถามคุณว่า คุณจะรู้ได้อย่างไรหรือพิสูจน์ได้อย่างไรว่า ในทั้งสี่คนนี้ ใครเป็นผู้ที่ได้สร้างเครื่องจักรกลนี้มาตัวจริง?

3.สมมุติว่ามีคัมภีร์อยู่สี่เล่ม คัมภีร์เล่มที่หนึ่ง สอง สาม ได้พิสูจน์ตัวของมันเองแล้วว่าได้ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขไปจากเดิมจนไม่อาจรู้ได้ว่าคัมภีร์เล่มนี้จริงๆแล้วได้กล่าวอะไรเอาไว้ และได้บอกหรือได้สอนอะไรเอาไว้บ้างและนอกจากนั้นคัมภีร์เล่มที่ หนึ่ง สอง สาม นี้ก็ยังมีข้อที่ขัดแย้งกันในตัวเองและขัดแย้งซึ่งกันและกันอยู่ และก็ยังมีสิ่งที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงหลายๆอย่างด้วยกัน และบางเล่มก็มีหลักคำสอนที่มนุษย์ในยุคปัจจุบันไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้แล้วหรือถ้าจะปฏิบัติกันจริงๆก็จะต้องสละโลก และบางเล่มก็มีหลักคำสอนที่หละหลวมเกินไป นี้คือสภาพของคัมภีร์สามเล่มแรก  แต่มีคัมภีร์เล่มที่ สี่อยู่เล่มเดียวที่ยังคงความบริสุทธ์ ไม่เคยถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขเลยแม้แต่น้อยและคัมภีร์เล่มที่สี่นี้ก็มีจุดเด่นตรงที่ว่า ได้บอกถึงวิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆของมนุษย์ที่มีอยู่ในสังคมโดยเฉพาะปัญหาด้าน ศีลธรรมเอาไว้อย่างชัดเจน และคัมภีร์เล่มที่สี่นี้ก็ ยังมีหลักคำสอนที่ไม่ขัดแย้งกันในตัวเอง และเป็นหลักคำสอนที่ไม่ขัดต่อธรรมชาติของความเป็นมนุษย์อีกด้วยและมนุษย์ทุกรุ่นทุกวัยก็สามารถปฏิบัติตามหลักคำสอนนี้ได้ และคัมภีร์เล่มนี้ก็ไม่แบ่งแยกระหว่างทางโลกและทางธรรมหากแต่ว่าทั้งสองจะต้องดำเนินไปด้วยกันแบบควบคู่กันไปจึงจะสมบูรณ์ได้ และก็ยังเป็นคัมภีร์ที่สามารถใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัยทุกสถานที่และทุกเวลาไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็แล้วแต่ คัมภีร์เล่มนี้ก็ยังสามารถที่จะนำมาใช้ได้เป็นอย่างดีทั้งต่อตัวเองและต่อสังคมโดยส่วนรวม อีกทั้งบอกให้มนุษย์รู้ถึงเป้าหมายที่แท้จริงที่เขาได้ถูกสร้างขึ้นมาบนโลกนี้ และเมื่อเขาตายแล้วเขาจะไปไหนมีสภาพเป็นอย่างไร รวมทั้งบอกเอาไว้อย่างครบถ้วนว่าอะไรดีอะไรชั่ว และที่สำคัญผู้ที่ได้นำคัมภีร์เล่มที่สี่ที่ว่านี้มาเขาก็บอกด้วยว่าเขาได้รับคัมภีร์นี้มาอีกทีหนึ่ง โดยได้รับมาจากผู้ที่สร้างมนุษย์ขึ้นมาที่แท้จริง และได้บอกยืนยันเอาไว้อย่างไม่คลุมเคลืออีกด้วยว่า ถ้าใครไม่ปฏิบัติตามคัมภีร์เล่มนี้ เขาผู้นั้นจะต้องประสพกับความขาดทุนและความขาดทุนอย่างแน่นอนเมื่อเขาได้ตายไป ในกรณีเช่นนี้ ท่านจะรีบเชื่อคำกล่าวทั้งหมดของเขาผู้ที่ได้นำคัมภีร์นี้มาหรือไม่ ? ถ้าท่านยังไม่ปักใจเชื่อก่อน แล้วท่านจะพิสูจน์เขาผู้นี้ได้อย่างไรว่า เขาพูดจริงหรือพูดเท็จและขอถามท่านว่าถ้าท่านจะต้องเลือกเชื่อและปฏิบัติตามคัมภีร์เล่มใดเล่มหนึ่งจากทั้งสี่เล่มนี้ ท่านจะเลือกเล่มไหน ? และคำถามข้อที่สุดท้าย ก็คือ

4. ถ้ามีคัมภีร์อยู่เล่มหนึ่งซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึง 1400 กว่าปี และในคัมภีร์เล่มนี้ได้มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ถูกกล่าวเอาไว้ อย่างมากมายโดยไม่ผิดพลาดเลยแม้แต่ข้อเดียว ไม่ว่าจะเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยการตัวอ่อนของทารก หรือวิชาดาราศาสตร์ และสาขาวิทยาศาสตร์ในด้านแขนงอื่นๆอีกมากมาย  และข้อมูลที่ถูกกล่าวเอาไว้นี้ก็ไม่มีความเป็นไปได้เลยที่จะมีใครไปล่วงรู้ได้เมื่อ 1400 กว่าปีที่แล้ว ทั้งนี้ก็เพราะ เมื่อ 1400 ปีที่แล้วนั้น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆยังไม่มีความเจริญเลย อุปกรณ์และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่มีเช่นกัน และข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่ถูกกล่าวไว้ในคัมภีร์เล่มนี้ก็เป็นข้อมูลสมัยใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบและจะรู้ได้ก็โดยจะต้องอาศัยเครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กว่าจะรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ก็ต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยในการค้นคว้าวิจัยเป็นเวลานานกว่าจะรู้ข้อเท็จจริงในสาขาใดสาขาหนึ่งทางวิทยาศาสตร์ได้  ท่านจะกล่าวอย่างไรเกี่ยวกับคัมภีร์เล่มที่ว่ามานี้ ?

แต่ก่อนที่จะตอบคำถามข้อนี้เรามาเรียนรู้อะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์กันก่อนที่เรียกว่า ทฤษฏีความเป็นไปได้ ( Theory Of Probability) เพื่อที่จะมีส่วนช่วยในการตอบคำถามข้อนี้ และเป็นที่รู้กันว่าคณิตศาสตร์นั้นเป็นศาสตร์ที่แน่นอนและตายตัวที่สุด เรามาเข้าเรื่องกันเลย สมมติว่า ผมทอยเหรียญ 1 ครั้งแล้วให้คุณทาย ว่าหัวหรือก้อย เปอร์เซ็นต์ที่คุณจะทายถูกนั้นมี 50 % และถ้าผมทอยเหรียญเป็นครั้งที่ 2 แล้วให้คุณทายอีก เปอร์เซ็นต์ที่คุณจะทายถูกก็มี 50 %เช่นกัน แต่ความเป็นไปได้ที่คุณจะทายถูกทั้งสองครั้งนั้น มีความเป็นไปได้ 25%  และครั้งที่ 3 ผมไม่ใช้เหรียญแต่ใช้ลูกเต๋าแทน ซึ่งมี หกด้าน ความเป็นไปได้ที่คุณจะทายถูก เมื่อผมทอยลูกเต๋า ก็คือ 16.666…%  แต่ความเป็นไปได้ที่ คุณจะทายถูกทั้งสามครั้ง นั่นก็คือทอยเหรียญสองครั้ง ทอยลูกเต๋าอีกหนึ่งครั้ง ความเป็นไปได้ก็คือ 4.16666667% แต่ถ้าผมทอยลูกเต๋าเป็นครั้งที่สอง ความเป็นไปได้ที่คุณจะทายถูกก็คือ 16.666…% อีกเช่นกัน แต่ความเป็นไปได้ที่คุณจะทายถูกทั้งหมดสี่ครั้ง นั้นคือ ทอยเหรียญ สองครั้ง และทอยลูกเต๋าอีกสองครั้ง ความเป็นไปได้ก็ 0.69444…% ความเป็นไปได้มีน้อยกว่าหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ถ้าจะเขียนให้ดูง่ายๆทางคณิตศาสตร์ก็คือ 1/2×1/2x 1/6×1/6= 144 และเอา 100 หารด้วย 144 ก็จะได้เป็นเปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้ที่จะเดาถูกทั้งหมดสี่ครั้งภายในคราวเดียวกัน  นี่คือตัวอย่างที่ยกมาให้ดูในกรณีที่มีตัวเลือกให้เดา แต่ถ้าผมให้คุณเดาอะไรบางอย่างที่ไม่มีตัวเลือกที่แน่นอนให้ เช่น ก.,ข,ค,ง หรือ 1,2,3,4, หรือ a,b,c,d   เช่นผมให้คุณเดาว่า แผ่น ซีดี ที่อยู่ในมือผมนี้มีอะไรอยู่ จะมีความเป็นไปได้ไหมครับที่คุณจะเดาได้อย่างถูกต้องว่าแผ่น ซีดี นี้มีอะไรอยู่ข้างใน ?  มาถึงตอนนี้ขอให้คุณย้อนกลับไปตอบคำถามที่เกี่ยวกับคัมภีร์เล่มที่กล่าวมาได้แล้วครับ ว่าคุณจะกล่าวอย่างไรเกี่ยวกับคัมภีร์เล่มที่ว่ามานี้

ด้วยกับสติปัญญาและด้วยกับเหตุผลที่ท่านมีอยู่ ผมเชื่อว่าคุณคงจะตอบคำถามทั้งหมดได้อย่างถูกต้องนะครับ

[ หรือว่าพวกเขาถูกบังเกิดขึ้นมาโดยไม่มีผู้ใดให้บังเกิด ? หรือว่าพวกเขาเป็นผู้ให้บังเกิดตนเองได้? หรือว่าพวกเขาเป็นผู้สร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน? เปล่าเลยเพราะพวกเขาไม่เชื่อมั่นต่างหาก ]

[คำแปลคัมภีร์อัลกุรอาน บทที่52 โองการที่ 35-36]

[ มนุษย์คิดหรือว่าเขาจะถูกปล่อยไว้โดยไร้จุดหมายกระนั้นหรือ? แล้วเขาได้เคยเป็นเพียงหยดหนึ่งจากน้ำอสุจิที่ถูกหลั่งออกมามิใช่หรือ? แล้วเขาได้เคยเป็นก้อนเลือดก้อนหนึ่งและพระองค์ทรงบังเกิดแล้วก็ทรงทำให้สัดส่วนสมบูรณ์ และพระองค์ทรงบันดาลให้เขาเป็นคู่เป็นเพศชายและเพศหญิง ดังนั้นพระองค์ผู้ทรงอานุภาพบันดาลสิ่งนั้น จะไม่ทรงอานุภาพที่จะทำให้คนตายมีชีวิตขึ้นมาอีกกระนั้นหรือ? ]

[คำแปลคัมภีร์อัลกุรอาน 75:36-40]

[ โอ้มนุษย์เอ๋ย อะไรเล่าที่ล่อลวงเจ้า (ให้หันห่าง) จากพระเจ้าของเจ้าผู้ทรงเกื้อกูล ผู้ทรงบังเกิดเจ้า แล้วทรงทำให้เจ้าสมบูรณ์ แล้วก็ทรงทำให้เจ้าสมส่วน ]

[ คำแปลคัมภีร์อัลกุรอาน บทที่ 82 โองการที่ 6-7]

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s