Assabikoon กลุ่มชนแนวหน้า

Just another WordPress.com weblog

บอร์ด : ถาม-ตอบ กรกฎาคม 29, 2009

อัซซาลามูอลัยกุม วารอฮมาตุลลอฮ วาบารอกาตุฮฺ

สำหรับพี่น้องท่านใดที่ปัญหาหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับปัญหาศาสนาสามารถเขียนคำถามทิ้งไว้นะครับ..อินชาอัลลอฮฺครับ…

 

8 Responses to “บอร์ด : ถาม-ตอบ”

  1. muminah Says:

    อยากสอบถามเรื่อง แนวสลัฟและ อิควาน

    อยากทราบว่า เราควรยึดแบบใด

    • shabab00 Says:

      อัสลามุอาลัยกุม วาเราะมาตุลลอฮ คุณ มุมินะครับ

      จากที่ถามว่า แนวสลัฟและ อิควานอยากทราบว่า เราควรยึดแบบใด

      คำตอบ ก็คงให้เป็นไปตามแบบ กีตาบุลลอฮและสุนนะหฺก็จบนะครับ

      ดั่งคำตอบนี้ครับ
      http://www.banatulhuda.com/webboard_show.php?Key=แตกต่าง&Page=1&postid=674

      หวังว่าท่านจะเข้าใจและนำมาปฏิบัติโดยไม่กังวลหรือลำบากใจ ถึงแม้นจะมีกลุ่มไหน ต่อกลุ่มไหนพูดถึงหรือกล่าวถึงก็ตาม อินชาอัลลอฮ

      อินชาอัลลอฮ เรื่อง อิควานหรือ สลัฟคงจะได้รับการชี้แจงอีกสักครั้ง ขอเพียงว่า เรายึดให้ได้ก่อนนะ กีตาบุลลอฮและสุนนะหฺจริงๆๆไม่ใช่แนวคิดใหม่ๆที่ถูกเรียกขึ้นมาในปัจจุบัน

      วัสลามุอาลัยกุม วาเราะมาตุลลอฮ

  2. shabab00 Says:

    อัสลามมุอะลัยกุมวะเราะฮฺมะตุ้ลลอฮิวะบะรอกาตุ
    อัลฮัมดุลิ้ลลาฮฺ
    ครับ สำหรับปัญหาเรื่องอิควานกับสะละฟียฺเป็นปัญหาที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนเพราะเป็นปัญหาที่เป็นฟิตนะฮฺในโลกมุสลิมมาช้านาน
    สำหรับข้อควรปฏิบัติต่อแนวทางทั้ง สองแนวทางนี้ ในเบื้องต้นคือ
    1 สำหรับมุสลิมนั้นต้องเข้าใจว่า ตนไม่สามารถที่จะยึดติดกับแนวทางไหนๆได้ นอกจากแนวทางของนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
    2 อิควานหรือสละฟีย์ไม่ใช่มาตรวัดในการปกิบัติตาม แต่แนวทางที่มาจากกิตาบุ้ลลอฮและซุนนะฮฺตางหากเป็นมาตรวัดในการปฏิบัติตาม
    3 เราเคารพและปกปกป้องเกียรติของบรรดาสะละฟุสซอและฮฺ(บรรพชนผู้ประจักษ์ชัดด้วยวิถีของอัลอิสลาม)
    4 เราต้องเข้าใจว่าทุกขบวนการหรือทุกกลุ่มที่ทำงานเพื่ออิสลลามในปัจจุบันนั้นย่อมต้องมีข้อผิดพลาด แน่นอนสิ่งที่บกพร่องด้วยความบริสุทธิของอิสลามเราก็ต้องนะซีฮัตว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งมิชอบด้วยอิสลาม ตามหลักฐานที่ปรากฏในกิตาบุ้ลลอฮและซุนนะฮฺ
    5 ในความเป็นจริงแล้วบุคลากรของทั้งสองแนวความคิดนี้ก็เข้าใจว่าสิ่งที่ตนปฏิบัติเป็นการดำเนินตามแนวทางของกิตาบุ้ลลอฮและซุนะฮฺ แต่ผู้แสวงหาสัจธรรม ต้องมองที่การกระทำของพวกเค้า แล้วประเมินว่ามีสิ่งใดที่ไม่สอดคล้องกับอัลกุรอ่านและซุนนะฮฺ รึเปล่า มิใช่มองที่โลโก้ที่พวกเขาเป็น
    وَهَـذَا صِرَاطُ رَبِّكَ مُسْتَقِيمًا قَدْ فَصَّلْنَا الآيَاتِ لِقَوْمٍ يَذَّكَّرُونَ
    [6:126]
    และนี่แหละคือทางแห่งพระเจ้าของเจ้าโดยมีสภาพอันเที่ยงตรง แท้จริงเราได้แจกแจงบรรดาโองการทั้งหลายไว้ แล้ว สำหรับกลุ่มชนที่รำลึก

  3. อสุมาน Says:

    อัซซาลามูอลัยกุม วารอฮมาตุลลอฮ วาบารอกาตุฮฺ

    อยากทราบว่าการกระทำอะไรบ้างที่สามารถบอกว่าเรารักนบีอย่างแท้จริง
    และมีหะดีษไหนที่ระบุถึงการแจ้งว่าลักษณะของผู้ที่อีหม่านบ้างครับ
    ผมมีอยู๋แต่กลัวว่าจะเป็นหะดีษที่ฏออีฟรบกวนช่วยหาคำตอบด้วยครับ

    อสุมาน

    • shabab00 Says:

      วาอาลัยกุมมุสลาม วาเราะมาตุลลอฮ วาบารอกาตุฮ

      ถามว่า การกระทำอะไรบ้างที่สามารถบอกว่าเรารักนบีอย่างแท้จริง และมีหะดีษไหนที่ระบุถึงการแจ้งว่าลักษณะของผู้ที่อีหม่าน
      คำตอบ ดั่งที่จะนำเสนอต่อไปนี้

      ต้องรักนบีมากกว่าสิ่งอื่นใด

      การรักนบีเป็นส่วนหนึ่งของการศรัทธา มีหลักฐานมากมายที่บ่งบอกว่าบ่าวทุกคนจำเป็นต้องมีความรู้สึกรักต่อนบีมากกว่าตัวเอง มากกว่าบิดามารดา มากว่าลูกเมีย มากกว่าทรัพย์สินทั้งหลายของเขาและมากกว่ามนุษย์ทุกๆคน ผู้ใดที่ไม่มีความรู้สึกรักนบีเช่นที่กล่าวมา ก็เท่ากับว่าเขาได้นำพาตัวเองสู่การลงโทษของอัลลอฮฺไม่ช้าก็เร็ว
      ต่อไปนี้ผู้เขียนจะกล่าวถึงหลักฐานเพียงบางส่วนที่แสดงถึงความจำเป้นที่ต้องรักนบีและโทษของผู้ที่ละเลย พร้อมกับคำอธิบายอย่างละเอียด อินชาอัลลอฮฺ

      1. ต้องรักนบีมากกว่ารักตัวเอง

      عــن عبد الله بن هشام قال: كنا مع النبي صلى الله عليه وسلم وهو آخذ بيد عمر بن الخطاب، فقال له عمر: يا رسول الله، لأنت أحب إليّ من كل شيء إلا من نفسي، فقال النبي صلى الله عليه وسلم: “لا والـــذي نفسي بيده حتى أكون أحب إليك من نفسك”، فقال له عمر: فإنه الآن والله لأنت أحب إليّ من نفسي فقال النبي صلى الله عليه وسلم: “الآن يا عمر”.
      ความหมาย “อับดุลลอฮฺ บิน ฮิชาม เล่าว่า “ครั้งหนึ่งเราได้อยู่พร้อมกับนบี ซึ่งท่านกำลังจับมืออุมัร บิน อัลค็อฏฏอบอยู่
      อุมัรได้กล่าวแก่ท่านว่า “โอ้รสูลุลลอฮฺ ท่านเป็นคนที่ฉันรักมากยิ่งอื่นใด นอกจากตัวฉันเอง (ซึ่งฉันรักมากกว่าท่าน)”
      ท่านนบีจึงกล่าวว่า “ไม่ (ใช่เช่นนั้น), ฉันขอสาบานด้วยพระนามของผู้ที่ตัวฉันอยู่ในกำมือของเขา, (การศรัทธาของเจ้าจะยังไม่สมบูรณ์) จนกว่าตัวฉันจะเป็นที่รักของเจ้ามากกว่าตัวเจ้าเอง”
      อุมัรจึงกล่าวแก่ท่านว่า “ตอนนี้เลย, ฉันขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ว่าแท้จริงท่านเป็นผู้ที่ฉันรักมากกว่าตัวฉันเอง”
      ท่านนบีจึงกล่าวว่า “ตอนนี้แหละ โอ้อุมัร (การศรัทธาของเจ้าจึงจะสมบูรณ์)” (อัลบุคอรีย์, บทการสาบานและการบนบาน, บรรพการสาบานของท่านนบีเป็นอย่างไร, หะดีษเลขที่ 6632)

      อัลอัยนีย์ได้กล่าวอธิบายคำปฏิเสธของท่านนบีที่ว่า “ไม่ (ใช่เช่นนั้น), ฉันขอสาบานด้วยพระนามของผู้ที่ตัวฉันอยู่ในกำมือของเขา, จนกว่าตัวฉันจะเป็นที่รักของเจ้ามากกว่าตัวของเจ้าเอง” หมายความว่า “การศรัทธาของเจ้ายังไม่สมบูรณ์” และท่านได้อธิบายคำกล่าวขอท่านนบีที่ว่า “ตอนนี้แหละ โอ้อุมัร” หมายความว่า “การศรัทธาของเจ้าได้สมบูรณ์แล้ว” (อุมดะตุลกอรีย์ 23/169)

      2. ต้องรักนบีมากกว่ารักบิดามารดาและบุตรหลาน

      عن أبي هريرة رضي الله عنه أن رسول الله صلى الله عليه وسلم قال: والذي نفسي بيده لا يؤمن أحدكم حتى أكون أحب إلـيـه من والده وولده
      ความหมาย “อบูฮุร็อยเราะฮฺเล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ฉันขอสาบานด้วยพระนามของผู้ที่ตัวฉันอยู่ในกำมือของเขาว่า ผู้หนึ่งผู้ใดในหมู่พวกเจ้าจะยังไม่ศรัทธา (อย่างสมบูรณ์) จนกว่าฉันจะเป็นผู้ที่เขารักยิ่งกว่าบิดามารดาและบุตรของเขา” (อัลบุคอรีย์, บทการศรัทธา, บรรพการรักนบีเป็นส่วนหนึ่งของการศรัทธา, หะดีษเลขที่ 14)

      3. ต้องรักนบีมากกว่าครอบครัว ทรัพย์สินและทุกๆคน

      عن أنس رضي الله عنه قال: قال رسول الله صلى الله عليه وسلم: لا يؤمن أحدكم حتى أكــون أحب إليه من والده وولده والناس أجمعين
      ความหมาย “อนัส เล่าว่า รสูลุลลอฮฺ กล่าวว่า “บ่าวคนหนึ่งจะยังไม่ศรัทธาจนกว่าจนกว่าฉันจะกลายเป็นคนที่เขารักมากกว่าครอบครัวของเขา มากกว่าทรัพย์สินของเขา และมากกว่ามนุษย์ทุกๆคน” ๓๘๙๕ )

      4. เตือนผู้ที่รักบางสิ่งมากกว่ารักนบี
      อัลลอฮฺทรงข่มขู่ว่าจะลงโทษผู้ที่รักและห่วงแหนคนใดคนหนึ่งในหมู่บิดามารดา บุตรหลาน พี่น้อง ภรรยา และเครือญาติ หรือรักและห่วงแหนทรัพย์สิน และการค้าใดๆ หรือที่พักอาศัยมากกว่ารักอัลลอฮฺและรสูลของพระองค์ และการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ
      พระองค์กล่าวว่า

      قُلْ إِن كَانَ آبَاؤُكُمْ وَأَبْنَآؤُكُمْ وَإِخْوَانُكُمْ وَأَزْوَاجُكُمْ وَعَشِيرَتُكُمْ وَأَمْوَالٌ اقْتَرَفْتُمُوهَا وَتِجَارَةٌ تَخْشَوْنَ كَسَادَهَا وَمَسَاكِنُ تَرْضَوْنَهَا أَحَبَّ إِلَيْكُم مِّنَ اللّهِ وَرَسُولِهِ وَجِهَادٍ فِي سَبِيلِهِ فَتَرَبَّصُواْ حَتَّى يَأْتِيَ اللّهُ بِأَمْرِهِ وَاللّهُ لاَ يَهْدِي الْقَوْمَ الْفَاسِقِينَ
      ความหมาย “จงกล่าวเถิด (มุหัมมัด) ว่า ถ้าหากว่า บรรดาบิดามารดาของพวกเจ้า บุตรหลานของพวกเจ้า พี่น้องของพวกเจ้า ภรรยาของพวกเจ้า และบรรดาเครือญาติของพวกเจ้า และบรรดาทรัพย์สมบัติที่พวกเจ้าแสวงหาไว้ และสินค้าที่พวกเจ้ากลัวว่าจะขาดทุน และบรรดาที่พักอาศัยที่พวกเจ้าพึงพอใจมันนั้น เป็นที่รักใคร่และห่วงแหนของพวกเจ้ายิ่งกว่าอัลลอฮ์ และรสูลของพระองค์ และการต่อสู้ในหนทางของพระองค์แล้วไซร้ ก็จงรอคอย จนกว่าพระองค์จะทรงนำคำสั่งของพระองค์ลงมา (ยังพวกเจ้า) และอัลลอฮ์จะไม่ทรงชี้นำแก่กลุ่มชนที่ละเมิด” (อัตเตาบะฮฺ/24)
      อิบนุกะษีรได้กล่าวอธิบายความหมายของอายะฮฺนี้ว่า “ถ้าหากว่าสิ่งต่างๆเหล่านั้นเป็นที่รักของเจ้ามากกว่าอัลลอฮฺและรสูลของพระองค์ และการต่อสู้ในหนทางของพระองค์ ดังนั้นพวกเจ้าก็จงรอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับพวกเจ้าจากการลงโทษของพระองค์ และภัยพิบัติที่จะประสบกับพวกเจ้า” (มุคตะศ็อรตัฟสีรอิบนุกะษีร,อัรริฟาอีย์, 2/324)
      มุญาฮิดและอัลหะสันกล่าวอธิบายคำว่า “จนกว่าอัลลอฮฺจะนำคำสั่งของพระองค์มา (ยังพวกเจ้า)” หมายถึง “การลงโทษที่ทันทีทันใดหรือการลงโทษในภายภาคหน้า (อัลกุรฏุบีย์ 8/95-96)
      อัซซะมัคชะรีย์กล่าวอธิบายอายะฮฺนี้ว่า “นี่เป็นอายะฮฺที่แข็งกร้าวมากไม่พบว่ามีอายะฮฺใดที่แข็งกร้าวยิ่งกว่าอายะฮฺนี้” (อัลกัชชาฟ 2/181)
      อัลกุรฏุบีย์กล่าวว่า “อายะฮฺนี้เป็นหลักฐานที่บ่งชี้ว่าจำเป็นต้องรักอัลลอฮฺและรสูลของพระองค์ และไม่มีความขัดแย้งในสิ่งนี้ และความรักดังกล่าวต้องมาก่อนความรักต่อสิ่งอื่นทั้งหลาย” (ตัฟสีรอัลกุรฏุบีย์ 8/95)

      ที่มา http://www.iqraforum.com
      วัลลอฮฮุอะลัม
      วัสลามุอาลัยกุม วาเราะมาตุลลอฮ วาบารอกาตุฮ

  4. fatani Says:

    อง ของเซิร์น มีคำถาม จากทัศนะมุสลิมอย่างไร
    2-แล้ว มีคำตอบอะไรบ้าง
    3-นักวิทยาศาสตรมุสลิมีส่วนอะไรบ้าง
    4-วัตถุประสงคหลักของเซิรน
    5-อัลกุรอ่านบอกว่า มนุษจะงงงวย กับการกำเหนิด และออกแบบอย่างไม่สามารถเข้าใจถึ่ง
    6aslamualaikum
    1-การทดล-การตัดต่อพันธุกรรม และการกำเหนิดชีวิต สอดคล้องกับผลการทดลอง
    และอิสลามอย่างไร
    7-ไม่ค่อยเข้าใจ ปรัชญาอิสลาม ทำไมต้องมีหลายทัศนะ
    มูลเหตุมาจากไหน
    7.1-เช่นมุตาซีเลาะห
    7.2-จาบารียะห
    7.3-กอดารียะห
    7.4-ชีอะห
    7.5-อะลีสุนนะห
    7.6-คอลัฟ
    7.7-ซาลัฟ
    7.8-วาฮาบี(มูฮำหม้ดอิบนุวาฮับ)
    7.9-บาไฮ
    เหลาวนี้ต้นต่อมาจากอะไรเป็นหลัก เกียวโยง กับพฤติกรรมมนุญษ จิตรวิทยาการเผยแพร่
    หรือมูลเหตุ ทางด้านภาษา ที่ต้องแปลออกมาเป็นคนละเรื่อง
    อ่านนักปรัชญาเหล่าวนี้ แทบจะบอกได้ว่า ยากตัดสินใจไคร ให้ความหมายได้ถูกผิด
    ขอให้ผู้ตอบ ต้องมีคำตอบ อย่างมีเหตุผล ไม่จงเกลียดจงชังเป็นทุนเดิม
    อาจทำใก้เหตุผลวกไปในทัศนะของความเชื๋อในทิศทางของต้นเอง
    ถ้าจะดีผู้ตอบต้องถามตัวเองก่อน หลุดพ้นจากการยึดติด ใดๆทั้งสิ้นแล้ว
    1-คือยึดหลักวิชาการหนึ่ง
    1-คือยึดหลักหลักฐานน่าเช่อถือหนึ่ง หรือทีมา ของหลักฐานแต่ละฝ่าย

  5. Paisan Hawae Says:

    อัสสาลามมุอาลัยกุม ทักทายครับ

  6. mage_mann Says:

    สลามครับ ตอนนี้ผมกำลังสนทนากับชาวคริสต์อยู่
    และกำลังสงสัยเรื่องความรอดของพวกเขา เลยขอให้เขายกหลักฐานมา ซึ่งหลักฐานที่น่าจะดีที่สุดน่าจะเป็น
    อิสยาห์ 53 ผมหาข้อผิดพลาดและบกพร่องของหลักฐานนี้ไม่เจอ เลยต้องมาถามผู้รู้ ซึ่งผมได้ข่าวมาว่าอาจารย์ชารีฟน่าจะรู้ดี ได้โปรดให้คำแนะนำทีว่าผมควรตอบเช่นไร

    ปล. ผมมั่นใจแน่นอนว่ากุรอานเป็นของแท้และไม่ถูกบิดเบือนตามการใช้ตรรกะที่มนุษย์ควรจะมี


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s