สัญลักษณ์อิลลูมินาติ (ตอน 1)
โดย นภ โสภณวสุ…….
กลุ่มอัซซาบีกูน ……
หากถามว่าอะไรคือสัญลักษณ์ของมุสลิม ถ้าจะพูดถึงตัวบุคคลก็คือ การแต่งกาย การไว้เครา การคลุมหิญาบ การละหมาด เป็นต้น แต่หากพูดถึงโลโก้ สัญลักษณ์ของมุสลิมที่มีก็คือ ธงสีดำ ซึ่งใช้ในสงครามในยุคของท่านศาสดา หรือสัญลักษณ์จันทร์เสี้ยว หรือจันทร์เสี้ยวและดวงดาว ซึ่งใช้แทนตัวอักษรนูน อันเป็นสัญลักษณ์ของกองทัพมุสลิมในสมัยครูเสด ซึ่งต่อมาก็ได้กลายเป็นธงชาติตุรกีอดีตเมืองหลวงอาณาจักรอิสลาม และประเทศมุสลิมอื่น ๆ รวมทั้งกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้กันทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นมัสญิด ร้านค้า องค์กร เว็บไซท์ ฯลฯ ซึ่งใช้สัญลักษณ์นี้เป็นการแสดงตัวตนว่าเป็นมุสลิม
เช่นเดียวกันสำหรับอิลลูมินาติ ลัทธิบูชาซาตานซึ่งเป็นปรปักษ์กับอิสลามนั้น เขาก็มีสัญลักษณ์ที่จะแสดงตัวตนให้พลพรรคของเขาได้รู้กัน เนื่องจากอิลลูมินาติได้ครอบครองโลก และมีบทบาทไปทุกวงการ ก็จะมีการใช้สัญลักษณ์ของพวกเขาปรากฏตามโลโก้ของกลุ่ม องค์กร ยี่ห้อ ธงชาติ หรือแม้แต่สัญลักษณ์ที่ใช้ในศาสนาลัทธิต่าง ๆ
พวกอิลลูมินาติให้ความสำคัญกับสัญลักษณ์และรหัสลับมาก เพราะอดีตพวกเขาคือองค์กรลับ เป็นลัทธิที่ทำงานอย่างลับ ๆ และคนกลุ่มนี้จะมีความเชี่ยวชาญด้านศิลปะ จึงมักออกแบบสัญลักษณ์ซึ่งแสดงความเป็นอิลลูมินาติสอดแทรกอยู่ได้อย่างลงตัว ซึ่งต่อไปนี้เราจะค่อย ๆ มาเรียนรู้สัญลักษณ์ของพวกเขา ซึ่งบางโลโก้นั้นเราก็คุ้นหูคุ้นตากันเป็นอย่างดี
สัญลักษณ์อิลลูมินาติเบื้องต้น จะมีรูปพีรามิด และถัดจากนั้นสัญลักษณ์ต่อมาคือรูปดวงตา
ซึ่งเรียกว่า “ดวงตารู้แจ้ง” (Seeing Eye) เป็นการบูชาลูซิเฟอร์ (ซาตาน) เนื่องจากอิลลูมินาติเชื่อว่ามนุษย์นั้นถูกพระเจ้าครอบงำและกดขี่ ส่วนซาตานคือผู้ให้แสงสว่างแก่มนุษย์
คำว่า “ซาตาน” มาจากภาษาอาหรับว่า “ชัยฏอน” ซึ่งหมายถึงผู้ที่ถูกแช่งหรือถูกขับไล่ ส่วน “ลูซิเฟอร์” นั้นไม่ใช่ชื่อที่แท้จริงของมัน ชื่อของมันคือ “อิบลีส” แต่คำว่าลูซิเฟอร์เป็นคำที่พวกอิลลูมนาติตั้งให้เอง ซึ่งหมายถึง ดาวประกายพรึก หรือผู้ที่ให้แสงสว่าง (และแล้วอิลลูมินาติก็หลอกให้ชาวคริสต์เรียกซาตานด้วยชื่อนี้) นอกจากนั้นจะเห็นได้ว่ามีสัญลักษณ์ที่ปรากฏออกมาอีกคือ แสงสว่างหรือรัศมีของดวงอาทิตย์ ก็มักนิยมใช้เช่นเดียวกัน
รูปดาวก็เป็นสัญลักษณ์ของซาตานซึ่งอิลลูมินาติใช้ โดยผู้นิยมแฟชั่นซาตานมักมีความเข้าใจผิดว่าดาวกลับหัวคือสัญลักษณ์ของลัทธิซาตาน แต่จริงๆแล้วไม่ว่าจะหัวชี้หรือหัวกลับก็ล้วนแล้วเป็นเครื่องหมายซาตานทั้งสิ้น
ส่วนงูคงไม่เป็นที่สงสัย เพราะในอิสลามนั้นท่านนบีก็ได้บอกว่าชัยฏอนจะจำแลงร่างเป็นสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะงู และสำหรับอิลลูมินาติถือว่าลูซิเฟอร์นั้นได้จำแลงร่างเป็นงูมากระซิบนบีอาดัมให้กินผลไม้ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนพระเจ้า นั่นหมายความว่าลูซิเฟอร์เป็นผู้ให้แสงสว่างให้ปัญญาแก่อาดัมนั่นเอง
*ตรงนี้ช่างน่าขัน ที่อิลลูมินาติอ้างว่าอาดัมได้รับปัญญาจึงรู้จักความละอายและหาเครื่องนุ่งห่ม แต่ทว่าอิลลูมินาติกลับล้างสมองชาวโลกให้ไร้ปัญญาโดยการปลดเครื่องนุ่งห่มและเปลือยกาย ทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน*
มาดูกันว่า โลโก้เหล่านี้เรารู้จักกันดีหรือไม่ ?
บิกบราเทอร์ รายการทีวีแห่งการเสแสร้งและมั่วสุม
ฮอลลีวูด เครื่องมือล้างสมองอันดับหนึ่งของโลก อยากให้ชาวโลกเป็นแบบไหน คิดแบบไหน
เชื่อแบบไหน สามารถป้อนได้ทางภาพยนตร์
ไม่ใช่แค่หอยธรรมดา แต่มันยังเป็นดวงอาทิตย์ที่เจิดจรัสอีกด้วย
วิธีซ่อนพีรามิดไว้แบบง่าย ๆ
อิลลูมินาติมีความนิยมในเรื่องรูปสมมาตร สามารถมองได้จากหลายด้าน ซึ่งแดน บราวน์ได้ออกแบบตราประทับของอิลลูมินาติไว้ในวรรณกรรมของเขาเรื่อง “เทวา กับ ซาตาน” (Angels and Demons) ไว้ดังนี้
คำว่า “อิลลูมินาติ” รูปนี้ (เมื่อพลิกกลับหัว) สามารถอ่านได้สองด้าน เช่นเดียวกับคำว่า “Earth” “Air” “Fire” “Water” (ดิน ลม ไฟ น้ำ) ก็สามารถอ่านกลับหัวได้เช่นกัน
และแดน บราวน์ยังได้ออกแบบเพชรตราประทับอิลลูมินาติในเนื้อเรื่องไว้อย่างเยี่ยมยอด
รูปเหล่านี้ไม่มีใช้จริง เป็นเพียงสัญลักษณ์ในวรรณกรรม ตามเนื้อเรื่องรูปนี้เป็นแท่นตราประทับซึ่งเขาได้โชว์การเขียนกลับด้าน (ต้องส่องกระจก) ซึ่งวิธีการเขียนกลับด้านแบบนี้เป็นที่เชี่ยวชาญในหมู่สมาคมลับจริงในอดีต ส่วนสำหรับตราประทับตามเนื้อเรื่องเมื่อประทับออกมาก็จะอ่านได้ตามนี้ ซึ่งสามารถอ่านได้ทั้งสองด้าน
Earth Air Fire Water นั่นเอง
ธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ถือเป็นปรัชญาแห่งอิลลูมินาติ เป็นเครื่องหมายแห่งการเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง การเปลี่ยนแปลง และการหล่อเลี้ยงชีวิต ซึ่งถูกนำไปใช้ในลัทธิศาสนาต่างๆ และเป็นที่มาของสวัสดิกะในศาสนาฮินดูและพุทธ ซึ่งสามารถมองได้จากสี่ด้าน เช่นเดียวกับ “หยิน-หยาง” เครื่องหมายของความสมดุล ซึ่งสามารถมองได้สองด้าน ต่างก็เป็นปรัชญาอิลลูมินาติทั้งสิ้น
รูปพีรามิดที่ใช้สามเหลี่ยมตัดออกสามด้าน รูปสี่เหลี่ยมทั้งสามนี้สามารถมองได้จากสามด้าน
เบนซ์โลโก้ซ่อนรูปพีรามิด มองได้จากสามด้าน ส่วนบีเอ็มดับบลิวใช้รูปสมมาตรมองได้สีละสองด้าน
หลังสงครามโลก ยักษ์ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างร่ำรวยและมีธุรกิจที่ใหญ่โตระดับโลก
บุตรของพระเจ้า หรือ บุตรของดวงอาทิตย์ ?
การสถาปนาโรมันคาทอลิกของคอนสแตนติน บวกกับนักบุญเปาโลแห่งอิลลูมินาติ
ได้บิดเบือนศาสนาของศาสดาเยซู (อีซา) ศาสนทูตคนหนึ่งของพระเจ้า
ให้ท่านกลายเป็นบุตรของพระเจ้า และถูกบูชาประหนึ่งพระเจ้า
แต่แท้จริง มันคือการถูกหลอกให้บูชาดวงอาทิตย์
รูปสามาตรกางเขน ปรัชญาแห่งการบูชาดวงอาทิตย์
จะมองทั้งสี่ด้านก็ยังเป็นเครื่องหมาย +
เรื่องการที่ศาสดาเยซูไม่ถูกตรึงไม้กางเขนนั้น เป็นความลับในขณะที่ท่านถูกตามล่า มนุษย์ที่รู้ความจริงคือเหล่าสาวกของท่านเอง เพราะทุกคนต่างอยู่ในห้องที่ท่านหลบซ่อน และจากนั้นเองท่านเยซูก็ได้ถูกยกขึ้นไปบนชั้นฟ้า ซึ่งคนที่อยู่ข้างนอกล้วนแล้วไม่รู้ข้อเท็จจริงตรงนี้ จึงได้เห็นแต่ชายที่หน้าเหมือนท่านถูกตรึงกางเขนเสียชีวิต
ฉะนั้นทั้งอิลลูมินาติ ยิว และคริสตชน ล้วนแล้วรู้ในประวัติปลอมทั้งสิ้น ส่วนผู้ที่ศรัทธาในพระดำรัสของพระเจ้า คือคัมภีร์อัลกุรอานเท่านั้นจึงจะได้รู้ข้อมูลที่แท้จริง ส่วนสำหรับพวกยิวและผู้ที่พยายามฆ่านบีอีซา (เยซู) นั้นพวกเขามีแต่ความสงสัย ไม่แน่ใจว่าตกลงเขาได้ฆ่าแล้วหรือไม่ ฆ่าถูกคนหรือไม่ แต่พวกเขาก็ได้ป่าวประกาศให้ผู้คนเข้าใจผิดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน (อิลลูมินาติก็ยังคงหลอกลวงชาวโลกอยู่)
“และการที่พวกเขากล่าวว่า แท้จริงพวกเราได้ฆ่า อัล-มะซีหฺ (เมสิอาห์) อีซาบุตรของมัรยัม ศาสนทูตของอัลลอฮฺ และพวกเขาหาได้ฆ่าอีซาและหาได้ตรึงเขาบนไม้กางเขนไม่ แต่ทว่าชายผู้นั้นถูกทำให้ดูเหมือนสำหรับพวกเขา และแท้จริงผู้ที่ขัดแย้งเกี่ยวกับตัวเขานั้น แน่นอนย่อมอยู่ในความสงสัยเกี่ยวกับตัวเขา พวกเขาหาได้มีความรู้ใด ๆ เกี่ยวกับเขาไม่ นอกจากคล้อยตามความนึกคิดเท่านั้น และพวกเขามิได้ฆ่าด้วยความแน่ใจ”
“หามิได้ อัลลอฮฺได้ยกเขา (อีซา) ขึ้นไปยังพระองค์ต่างหาก และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณเสมอ” (คำแปลอัลกุรอาน 4:157-158)
………………………………………………………………………
ความเห็นล่าสุด